Facebook Page

Follow Instagram

justletmego2018@gmail.com

Advertising

แชร์ก่อนไป ไหว้พระ 9 วัด พระองค์ใหญ่ในไทย ที่ไม่ควรพลาด สายบุญต้องไปให้ครบ ทำบุญส่งท้ายปี กับการไหว้พระ 9 วัด ที่จะช่วยเสริมศิริมงคลให้กับชีวิต ขอให้ปีหน้า มีแต่ความสุขความเจริญ สำหรับใครที่ไปมาแล้วก็สาธุด้วยนะคะ   วัดถ้ำเสือ จังหวัดกาญจนบุรี วัดถ้ำเสือ ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นวัดที่มีทัศนียภาพสวยงาม รอบ ๆ วัดเต็มไปด้วยทุ่งนาสีเขียวขจี อากาศสดชื่น มีพระพุทธรูปปางประทานพรชื่อว่า หลวงพ่อชินประทานพร ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนเนินเขา สามารถเห็นได้จากระยะไกล นอกจากนี้ยังมีพระบรมสารีริกธาตุภายในพระเจดีย์เกศแก้วปราสาทให้ได้กราบไหว้ขอพรกันอีกด้วย   พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี จังหวัดภูเก็ต พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี ตั้งอยู่บนยอดเขานาคเกิด ตำบลกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะแบบร่วมสมัย ขนาดหน้าตักกว้าง 25.45 เมตร ความสูง 45 เมตร โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับผิวด้วยหินอ่อนหยกขาว และบริเวณนี้ยังมีจุดชมวิวทะเลภูเก็ตที่สวยงามอีกด้วย   วัดผาซ่อนแก้ว จังหวัดเพชรบูรณ์  วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ตั้งอยู่ที่ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเนินเขา โอบล้อมไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่ ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีเจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้ว สิริราชย์ธรรมนฤมิต ตั้งอยู่บนเนินเขาอย่างสง่างาม รวมทั้งยังมีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ พระพุทธรูปขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนมหาวิหาร บนเนินเขาอย่างโดดเด่นอีกด้วย   วัดทิพย์สุคนธรรม จ.กาญจนบุรี วัดทิพย์สุคนธาราม ตั้งอยู่ที่หมู่ 13 ตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธมหาเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ พระพุทธรูปปางขอฝน สูงประมาณ 32 เมตร มีฐานสูงประมาณ 8 เมตร สร้างด้วยโลหะสำริดทอง บริเวณโดยรอบตกแต่งด้วยต้นไม้และดอกไม้อย่างสวยงาม   วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย วัดศรีชุม ตั้งอยู่บริเวณรอบนอกเมืองเก่าสุโขทัยทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนาน โดยเฉพาะพระอจนะ พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 11.3 เมตร สูงประมาณ 15 เมตร บริเวณด้านข้างของพระอุโบสถ จะมีทางเดินเล็ก ๆ ให้สามารถขึ้นไปบริเวณด้านหลังขององค์พระได้ เมื่อพูดจากจุดนั้น ก็จะมีเสียงก้องไปทั้งวิหาร ในสมัยโบราณจึงมีการเชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้สามารถพูดได้   วัดม่วง จังหวัดอ่างทอง วัดม่วง ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลหัวตะพาน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ชื่อว่า พระพุทธมหานวมินทรศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่กลางวัดอย่างสง่างาม สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล มีความสูงประมาณ 95 เมตร หน้าตักองค์พระกว้างประมาณ 63.05 เมตร   วัดพิกุลทอง จังหวัดสิงห์บุรี วัดพิกุลทอง ตั้งอยู่ที่ตำบลพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี สิ่งที่ไม่ควรพลาดที่นี่ก็คือ การมากราบไหว้ขอพรพระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี หรือ หลวงพ่อใหญ่ พระพุทธรูปปางประทานพร ที่มีขนาดหน้าตักกว้างมากถึง 11 วา 2 ศอก สูง 21 วา 1 คืบ 3 นิ้ว สร้างจากคอนกรีตเสริมเหล็ก มีการประดับด้วยโมเสกทองคำธรรมชาติอย่างสวยงาม วัดพนัญเชิงวรวิหาร

ชวนไปเที่ยวญี่ปุ่น ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีกับอีกจังหวัดริมทะเล อย่างจังหวัดอิบารากิ (Ibaraki) ครบรสไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรม สนุกสนานไปกับการเดินเที่ยวชมเมืองเล็ก ๆ สุดเงียบสงบ ชมดอกไม้ในสวนดอกไม้กว้างใหญ่ ใบไม้เปลี่ยนสีสวย ๆ และอิ่มอร่อยกับอาหารทะเลสดใหม่ ราคาไม่แพงด้วย 🌼🌷🍁🍂🍃     ถ้าถามว่าไปเที่ยวญี่ปุ่นที่ไหนดีในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านก็อาจจะนึกถึงเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวเมืองใหญ่ ๆ อย่างโตเกียว เกียวโต โอซาก้า ฟุกุโอกะ หรือไม่ก็ซัปโปโร แต่จริง ๆ แล้วญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่น่าสนใจไม่น้อยเลยค่ะ หนึ่งในนั้นก็คือ จังหวัดอิบารากิ จังหวัดใกล้เคียงเมืองเกียวโตนี่แหละ เป็นเมืองริมทะเลที่ครบรสไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายแบบจริง ๆ ถ้าไม่เชื่อต้องไปส่องที่เที่ยวอิบารากิช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเหล่านี้กันค่ะ รับรองโดนใจสายชิลแน่นอน   สวนฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค (Hitachi Seaside Park) เป็นสวนไม้ดอกขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 190 เฮกตาร์ จะมีการจัดแสดงสวนดอกไม้ต่าง ๆ หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไปตลอดทั้งปี ที่มีชื่อเสียงมาก ๆ ก็คือ ทุ่งดอกเนโมฟีลา ทุ่งดอกไม้สีฟ้าสวยงามอร่าม แต่สำหรับในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่นี่ก็น่าสนใจไม่น้อยกว่าที่ไหน เพราะมีทุ่งดอกโคเชียสีแดงสวยตระการตาให้ได้ไปเที่ยวชมกัน โดยจะมีการปลูกต้นโคเชียไปตามเนินเขา และพื้นที่โดยรอบ ดูสวยงามอลังการมาก ๆ เรียกได้ว่าเป็นไฮไลต์หนึ่งของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ และก็ยังมีทุ่งดอกคอสมอสหลากสีสันให้ได้ถ่ายรูปสวย ๆ กันด้วย นอกจากนี้ภายในสวนฮิตาชิ ซีไซด์ ปาร์ค ก็ยังมีเส้นทางปั่นจักรยาน พร้อมทั้งกิจกรรมให้ร่วมสนุกมากมาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ en.hitachikaihin.jp   สวนไคราคุเอน (Kairakuen Garden) สวนไคราคุเอน ได้ชื่อว่าเป็นสวนที่สวยที่สุดอันดับต้น ๆ ของประเทศญี่ปุ่น เพราะมีต้นพลัม และต้นซากุระมากมาย พอถึงฤดูที่ออกดอกก็จะพากันบานสะพรั่งสวยงามสุด ๆ ส่วนในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ป่าโดยรอบก็จะพากันเปลี่ยนสีจากสีเขียว ไล่เรียงไปเป็นสีเหลือง สีส้ม จนถึงสีแดง อากาศเย็นสบาย บรรยากาศโรแมนติกและน่ามาเที่ยวชมมาก ๆ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ koen.pref.ibaraki.jp   สะพานแขวนริวจิน (Ryujin Great Suspension Bridge) สะพานแขวนริวจิน ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาในอุทยานโอคุคุจิ (Okukuji Nature Park) เมืองฮิตะชิโอตะ (Hitachiota) มีลักษณะเป็นสะพานแขวนที่ทอดข้ามเหนือเขื่อนริวจิน ยาวถึง 375 เมตร สูงจากทะเลสาบประมาณ 100 เมตร รอบด้านเป็นภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ จึงทำให้ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ทัศนียภาพที่นี่จะสวยงามมาก นักท่องเที่ยวสามารถมาเดินทอดน่องชมวิวบนสะพานได้แบบชิล ๆ และยังได้ชมหุบเขาซึ่งถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันต่าง ๆ เป็นความสวยงามที่มีให้ชมเพียงแค่ครั้งเดียวในหนึ่งปีเท่านั้น   น้ำตกฟุคุโรดะ (Fukuroda Falls) น้ำตกฟุคุโรดะ น้ำตกชื่อดังของญี่ปุ่น ติด 1 ใน 3 ของน้ำตกที่สวยงามมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยตั้งอยู่ในเขตไดโงะ เมืองคูจิ มีลักษณะเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีชั้นหินไล่เรียงกันลงมาประมาณ 4 ระดับ คนท้องถิ่นจึงเรียกที่นี่ว่า น้ำตก 4 ชั้น ความสูงทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 120 เมตร กว้าง 73 เมตร รอบด้านเป็นป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ความพิเศษของที่นี่อยู่ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เพราะป่าที่อยู่โดยรอบน้ำตกจะพากันเปลี่ยนสีเป็นสีต่าง ๆ

เจริโคอาโคอาร่า เป็นชายหาดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเนินทรายของชายฝั่งทางตะวันตกของ Jijoca de Jericoacoara, Ceará ประเทศบราซิล ได้รับเลือกจากเดอะวอชิงตันโพสต์เป็นหนึ่งใน 10 ชายหาดที่สวยที่สุดในโลก "Jeri" ประกอบด้วยทะเลสาบสีฟ้าทะเลอันเงียบสงบและเนินทรายขนาดใหญ่ และนี่คือภาพบรรยากาศที่เจริโคอาโคอาร่า ประเทศบลาซิลค่ะ รวมกิจกรรมทางน้ำ สำหรับสายชิว และสายลุยไว้ที่นี่แล้ว             Facebook : ไม่อยากเที่ยว ก็ต้องเที่ยว Instagram : @justletmego2018  

หากเรานึกจะหาผ้าดี ๆ สวย ๆ สักผืน สิ่งแรกที่เรานึกถึง คงจะเป็นร้านขายผ้าใหญ่ ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงบ้านเราที่สุด แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากมีอีกสถานที่ ที่เป็นศูนย์รวมผ้านานาชนิด หลากหลายลวดลายให้เราได้เลือกสรร ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซื้อได้ในราคาที่ถูก นำมาขายได้กำไรงามอีกด้วย สถานที่ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี่ จะเป็นที่อื่นใดไม่ได้ นั่นด็คือ “ตลาดพาหุรัด” ในกรุงเทพฯ ของเรานั่นเอง   พาหุรัด คือ คำว่าที่สุดของตลาดขายผ้าอันดับ 1 ของประเทศไทย ภายในซอยเล็ก ๆ จะมองซ้าย มองขวา ก็มีแต่ผ้าจากแดนภาระตะเต็มไปหมด ทั้งยังมีราคาถูก ร้านขายผ้าหลาย ๆ ร้าน ก็ไปรับผ้ามาจากที่นี่แหละ มาตัดชุดสวย ๆ ให้เราใส่ ที่แห่งนี้ถูกขนาดนามว่า #ลิตเติล อินเดีย" เพราะมีแต่คนไทยเชื้อสายอินเดียซะส่วนใหญ่ ที่อาศัยและทำการค้าขายอยู่ที่นี่ยังไงล่ะ   พาหุรัด เป็นสถานที่ถ่ายทำ MV ดัง ๆ เช่น เพลงคิดมาก ของปาล์มมี่ ที่ห้างไนติงเกิล-โอลิมปิก จำหน่าย คือ เครื่องเขียน เครื่องดนตรี อุปกรณ์กีฬา เครื่องสำอางและน้ำหอม เสื้อผ้าแฟชั่นวัยรุ่นในยุคนั้น ไปจนถึงแสตมป์ต่างประเทศจากทั่วโลก คนที่ชอบของสมัยก่อนไม่ควรพลาดที่จะมาห้างนี้ เพราะอยู่คู่กับพาหุรัดมานานกว่า 87 ปี เลยนะ   พาหุรัด คือ ชุมชนอินเดีย ชาวไทยเชื้อสายอินเดีย หรือ แขกซิกข์ ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีวัดคุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภา (วัดซิกข์) แห่งแรกของประเทศไทย   Royal india ร้านอาหารอินเดีย ที่ไม่ควรพลาด อยู่ตรงข้ามกับวัดซิกข์ เป็นเจ้าแรกของประเทศไทยที่ขายอาหารอินเดียเลยนะคะ ในตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่านไม่ซ้ำหน้ากันในแต่ละวัน ฝรั่งบ้าง จีนบ้าง และรวมถึงไปคนไทย ที่แห่งนี้แฝงไปด้วยเรื่องราว ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเชื้อชาติ อาหาร และวัฒนธรรม ที่น่าเรียนรู้เป็นอย่างมาก   Facebook : ไม่อยากเที่ยว ก็ต้องเที่ยว Instagram : @justletmego2018  

คุณรู้จักประเทศโมนาโกหรือไม่ ? โมนาโกอยู่ติดกับทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส และติดกับทะเลเมติเตอร์เนเนียน มีพื้นที่ของประเทศเล็กที่สุดอันดับ 2 ของโลก และมีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในโลก 18,285 คน/ตร.กม. ทำให้โมนาโกกลายเป็นพื้นที่ที่มีราคาแพงที่สุดในโลกถึง 35 ล้านบาท ต่อ 17 ตารางเมตร โมนาโกเป็นประเทศที่ร่ำรวย และมีแต่คนรวย ๆ ที่ไปเยือนประเทศนี้ โมนาโกพัฒนาประเทศให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมเบา ไม่ทำลายธรรมชาติ เน้นสถานที่ท่องเที่ยว เป็นกิจการโรงแรมรองรับคนมีตังค์มาพักผ่อนเพื่อตากอากาศ ที่ท่าเรือขนาดใหญ่ พร้อมทั้งทำการค้าขายและอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง             Facebook : ไม่อยากเที่ยว ก็ต้องเที่ยว Instagram : @justletmego2018  

เจ็ทแลค (Jet-lag) ศัตรูตัวฉกาจของนักท่องเที่ยว อธิบายง่าย ๆ ว่าเป็นอาการของร่างกายที่ปรับตัวไม่ทันตามโซนเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน เกิดขึ้นกับคนที่เดินทางไปที่ไกล ๆ เช่น ประเทศอเมริกา เวลาในโซนอเมริกานั้นช้ากว่าไทยถึง 11-12 ชม. หรือครึ่งวันเลยทีเดียว นั่นหมายความว่าเวลาตื่นของเขาคือเวลานอนของเรา เวลาที่เรากำลังกินข้าวเที่ยงเป็นเวลาที่พวกเขาเข้านอน ถ้าจู่ ๆ จะต้องใช้ชีวิตเปลี่ยนไปกะทันหันแบบนั้น ร่างกายก็คงปรับตัวไม่ทันเป็นธรรมดา วันนี้เราจะมาบอก 5 เทคนิคการรับมือกับอาการเจ็ทแลคกันครับ ใครที่จองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวไกล ๆ ไว้แล้วจะได้เตรียมตัวกันก่อนเนิ่น ๆ   1. ปรับเวลาเข้านอน ให้ลองปรับเวลาเข้านอนและเวลาตื่นของตัวเองก่อนล่วงหน้าตามโซนเวลาใหม่ของที่ ๆ เราจะไป โดยให้เริ่มจากทีละเล็กทีละน้อย สมมุติว่าจำเป็นต้องนอนเร็วขึ้น 5 ชม. ก็ให้เริ่มจากนอนเร็วขึ้น 1 ชม. ก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ วันละ 0.5-1 ชม. หรือสองวันค่อยขยับเวลาก็ได้ ขอแค่พยายามปรับเวลาให้ใกล้เคียงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าการนอนของเราเข้าที่แล้ว อย่างอื่นก็ไม่ต้องห่วงแล้วเพราะการพักผ่อนสำคัญต่อร่างกายมากที่สุด ถ้าร่างกายปรับตัวได้กับเวลานอนและเวลาตื่น กิจกรรมอย่างอื่นก็จะถูกปรับไปโดยอัตโนมัติ   2. ปรับเวลากิน เวลากินจริง ๆ แล้วก็สำคัญพอ ๆ กับเวลานอน เพราะการกินเป็นการบอกร่างกายว่าถึงเวลาที่จะได้รับพลังงาน ดังนั้นหลังจากเวลานั้นพอพลังงานหมด ก็จะถึงเวลาที่ร่างกายต้องการการนอนหลับพักผ่อน เพราะฉะนั้นจึงต้องทำควบคู่ไปกับการปรับเวลานอน โดยให้ทำเหมือนเดิมคือค่อย ๆ ขยับเวลาการกินเข้าไปใกล้ช่วงโซนเวลาของที่ที่เราจะไปทีละนิดละหน่อย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะหิวหรือกินไม่ลง โดยเฉพาะถ้าเป็นมื้อใหญ่ ๆ ของวัน ดังนั้นขอให้พยายามฝืนสักนิดเดี๋ยวก็ปรับเวลาได้และเคยชินไปเอง   3. หลีกเลี่ยง คาเฟอีน และ แอลกอฮอลล์ ช่วงก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง และหลังเดินทาง ขอให้หลีกเลี่ยงสองอย่างนี้ก่อน เพราะว่า คาเฟอีนและแอลกอฮอลล์จะทำให้ร่างกายมีการทำงานผิดไปจากปกติ ร่างกายจะอยากพักผ่อนหรืออยากตื่นในช่วงเวลาที่ไม่สมควร อย่างเช่น คนที่ได้รับแอลกอฮอล์เข้าไปก็จะมีอาการอ่อนเพลียและง่วงนอนทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าก็ยังปกติดีอยู่ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงสองสิ่งนี้จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับโซนเวลาใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมชาติมากขึ้น   4. น้ำ สิ่งที่ขาดไม่ได้ น้ำเป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ที่สำคัญมากของร่างกาย ถ้าร่างกายขาดน้ำร่างกายก็จะทำงานผิดไปจากปกติ ตอนช่วงที่เราต้องการปรับตัว เราควรจะมีร่างกายอยู่ในสภาวะที่ปกติที่สุด ดังนั้นการดื่มน้ำเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ ไม่เพียงแค่นั้น น้ำยังช่วยบรรเทาอาการเจ็ทแลคได้อย่างดีด้วย อย่างตอนที่เราเป็นไข้ แค่ดื่มน้ำอย่างเดียวก็สามารถทำให้หายไข้ได้แล้ว อาการเจ็คแลคก็เช่นกัน ซึ่งข้อนี้คงจะเป็นข้อที่ง่ายที่สุดสำหรับหลาย ๆ คนที่ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้วตามสูตรกันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว   5. ปรับเวลาหลอกสมอง สมองเป็นอวัยวะที่น่าทึ่งที่สุดในร่างกาย สามารถควบคุมร่างกายได้ทุกอย่างทั้งอารมณ์ความรู้สึก ดังนั้นถ้าเราปรับเวลาบนนาฬิกาข้อมือ หรือบนมือถือ ที่เราใช้ดูเวลาบ่อย ๆ ไปเป็นเวลาของสถานที่ที่เราจะไป ซึ่งการทำแบบนี้จะเป็นการหลอกสมองให้คุ้นเคยกับเวลาใหม่ ร่วมไปกับการปรับตัวเรื่องเวลานอนและเวลากิน โดยให้ค่อย ๆ ปรับเวลาตามไปทีละนิด จะทำให้การปรับตัวของร่างกายเรามีประสิทธิภาพขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์   Cr.emagtravel     Facebook : ไม่อยากเที่ยว ก็ต้องเที่ยว Instagram : @justletmego2018  

จองตั๋วเครื่องบินไว้เรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้จะถึงวันเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่ของในกระเป๋าตอนนี้จะไปเที่ยวเชียงใหม่ยังลำบากเลย การจัดกระเป๋าไปเที่ยว เป็นหนึ่งในเครื่องชี้วัดเลยว่าการเดินทางของเราจะสนุกและราบลื่นดีไหม และส่วนใหญ่ก็ยังเป็นปัญหามากที่สุดอีกด้วย เพราะนักท่องเที่ยวมือใหม่หลายคนคงไม่ทราบว่าควรเอาของอะไรติดตัวไปดี เอาไปเยอะแค่ไหนดี หรือของอันไหนไม่จำเป็นต้องเอาไปดี การจัดกระเป๋าที่น่าปวดหัวอาจทำให้หลาย ๆ คนหมดสนุกตั้งแต่ยังไม่ทันได้ไปเที่ยวเลย แต่ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก่าวันนี้เราจะมาบอก 5 เทคนิคที่ช่วยให้ขั้นตอนการจัดกระเป๋าของคุณนั้นรวดเร็วและราบรื่นกว่าที่เคยเป็นแน่นอน   1. เลือกขนาดกระเป๋าให้เหมาะสม อย่าให้การเลือกขนาดกระเป๋าเป็นปัญหาหนักใจ เลือกขนาดกระเป๋าที่ไม่ใหญ่เทอะทะจนเกินไป และสะดวกสบายในการเดินทางก็พอแล้ว มือใหม่เกือบจะทุกคนจะติดความคิดที่ว่า เอาของไปเยอะๆจะได้สะดวกสบายที่สุด แต่สุดท้ายแล้วกับต้องหมดสนุกกับการลากหรือหิ้วกระเป๋าอันใหญ่เทอะทะไปมา จะขนขึ้นรถ หรือ รถไฟก็ลำบาก ง่าย ๆ ครับจำไว้ว่าให้นึกถึงความสะดวกในการเคลื่อนย้ายกระเป๋าด้วยครับตอนเลือกขนาด   2. จัดกระเป๋าเผื่อเสื้อผ้าแค่สัปดาห์เดียวก็พอแล้ว แม้ว่าคุณจะเดินทางไปเที่ยวนานกว่า 1 สัปดาห์ แต่แนะนำเลยครับว่าให้จัดเสื้อผ้าไปสำหรับหนึ่งสัปดาห์ก็พอ ส่วนวันที่เหลือให้ใช้การซักเสื้อผ้าที่โรงแรม หลายโรงแรมมีทั้งเครื่องซักผ้า และ เครื่องอบผ้า บางโรงแรมมีบริการซัก - อบ - รีด จะดีกว่าที่จะต้องไปแบกเสื้อผ้าจำนวนมากมาย เน้นความสบายเรื่องการเดินทางไว้ก่อน เพราะว่าโดยทั่วๆไปแล้วคนเราก็ซักผ้าสัปดาห์ละครั้งเป็นปกติเพราะฉะนั้นก็คงไม่เป็นปัญหาอยู่แล้วสำหรับเรื่องนี้ โดยเฉพาะถ้าเป็น Backpacking ก็จัดให้น้อยลงไปอีก เพราะเราเน้นความสะดวกสบายในการเดินทางเป็นหลักเลย ดังนั้นจัดเผื่อซักสามวันก็พอ เพราะการใส่เสื้อผ้าซ้ำ ๆ สำหรับ Backpacking แล้วถือว่าเป็นเรื่องปกติ เอาพื้นที่ที่เหลือไปใส่สิ่งของอำนวยความสะดวกอย่างอื่นจะดีกว่า   3. ไม่ต้องเอาของไปเผื่อมาก สิ่งของหลายๆอย่างที่คุณคิดว่าจะ “เอาไปเผื่อ” ให้เอาไว้เป็นสิ่งสุดท้ายตอนจัดกระเป๋าเลย ถ้ามีช่องว่างเหลือก็ค่อยเอาไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น นักเดินทางที่ติดอุปกรณ์ไอทีหรือหนังสืออ่านเล่นต่าง ๆ ทั้งหลาย เอาไปเท่าที่จำเป็นก็พอ กระเป๋าหนักขึ้นจากสิ่งของที่ไม่ได้ใช้จะทำให้การเดินทางลำบากขึ้นโดยไม่จำเป็นเลย และบางทีหนังสือที่เตรียมไว้อ่านเล่น อาจไม่มีเวลาอ่านด้วยซ้ำ ควรศึกษาถึงจุดหมายที่จะไปสักนิด ถ้าไม่ได้เป็นที่ที่ทุลักการดารมากนัก ยังไงก็มีของขาย บางอย่างค่อยไปหาซื้อเอาภายหลังก็ได้ ถ้าเกิดเหตุจำเป็นฉุกเฉินต้องใช้ขึ้นมาจริง ๆ   4. เครื่องประดับต่าง ๆ ตุ้มหู แหวน และเครื่องประดับนานาชนิด เอาไปเท่าที่จำเป็นอีกเช่นเคย โดยให้หากล่องใส่ทุกอย่างรวม ๆ กันไว้ในกล่องเดียว เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการหาเพราะของเล็กๆหายไปในช่องกระเป๋านี่หายากพอสมควรเลย และไม่เปลืองเนื้อที่ในการเก็บด้วย   5. ฝึกการม้วนเสื้อผ้า บางคนจัดกระเป๋า แค่เสื้อผ้าเองก็เต็มแล้ว ยังไม่ได้ใส่อย่างอื่นเลย หลังจากนี้ถ้าถึงเวลาต้องจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋า ก็ถึงเวลาต้องเรียนรู้ศิลปะการม้วนแล้ว ม้วนในที่นี้หมายถึงม้วนเสื้อผ้าครับ ม้วนเสื้อผ้าและสิ่งอื่น ๆ ที่ม้วนได้ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนแล้วค่อยจัดใส่กระเป๋า ซึ่งถ้าเก่งแล้วเนี่ยจะพบว่าในกระเป๋าจะมีช่องว่างเหลือให้ใส่อย่างอื่นได้อีก และไม่ทำให้เสื้อผ้ายับเหมือนการพับ   Cr.emagtravel     Facebook : ไม่อยากเที่ยว ก็ต้องเที่ยว Instagram : @justletmego2018  

ออนเซ็น การไปน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพและช่วยผ่อนคลายในญี่ปุ่น ซึ่งมักจะเป็นรายการที่ถูกแทรกไว้ในทริปอยู่เสมอ ๆ เพราะไปญี่ปุ่นไม่ลงออนเซ็นก็เหมือนไปไม่ถึงนั่นแหละ แต่ในประโยชน์มากมายที่มีอยู่ ก็มีอันตรายแฝงไว้อยู่ด้วยเหมือนกันนะ ไหน ๆ ก็จ่ายค่าเดินทางท่องเที่ยว ตั้งแต่จองตั๋วเครื่องบินในการเดินทาง สถานที่พัก อาหาร ตลอดจนสละเวลาเพื่อสนุกให้เต็มที่ในญี่ปุ่น อย่าให้ความไม่รู้มาทำให้ความสนุกหายไป ศึกษาสักนิดก่อนลงออนเซ็น     1. มารยาทในการแช่ออนเซ็นสาธารณะ ไม่สวมเสื้อผ้า หรือชุดชั้นในเข้าไป นำเข้าไปได้แค่ผ้าขนหนูผืนเล็กๆ คนที่มีรอยสัก ไม่สามารถแช่ในออนเซ็นสาธารณะได้ 2. ก่อนลงแช่ออนเซ็น จะต้องอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากนั้นค่อยๆ ราดน้ำร้อนที่เท้าไล่ขึ้นมาถึงเอว เพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกาย แล้วจึงเริ่มแช่ครึ่งตัว เต็มตัว     3. ออนเซ็นระดับความร้อนของออนเซ็นสูงถึง 42 องศา ความร้อนระดับนี้นับว่าดีมากๆ สำหรับคนปกติเพราะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีความผ่อนคลาย โลหิตหมุนเวียนดี ร้อนแต่พอผ่านไปพักหนึ่งจะรู้สึกสบาย แต่ในผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัวบางอย่างเช่นโรคหัวใจ ความดันสูง ความร้อนระดับนี้อันตรายจนอาจถึงแก่ชีวิตได้ 4. ออนเซ็นกระตุ้นการทำงานของหัวใจ จึงไม่ควรแช่ออนเซ็นหลังการออกกำลังกายทันที เพราะหัวใจผ่านการทำงานหนักมา ถ้าไปแช่ออนเซ็นซึ่งมีส่วนกระตุ้นหัวใจให้ทำงานเพิ่มขึ้นในการสูบฉีดโลหิต จะเป็นการเพิ่มการทำงานของหัวใจหนักเป็น 2 เท่า ซึ่งมีอันตราย ดังนั้น หลังออกกำลังกายถ้าอยากจะออนเซ็นต่อ ต้องให้ร่างกายได้พักผ่อนก่อนอย่างน้อย 30 นาที     5. ขณะมีไข้ ห้ามแช่ออนเซ็นโดยเด็ดขาด คนมีไข้ไม่สบาย อุณหภูมิในร่างกายสูงกว่าปกติอยู่แล้ว และมีภูมิต้านทานในร่างกายต่ำ ไม่พร้อมที่จะรับการกระตุ้นจากความร้อนเข้าไปอีก เดี๋ยวร่างกายจะต้านทานไม่ไหว ถ้ามีไข้อย่าเสียดายโอกาสในการออนเซ็น วันหน้ายังมีไปใหม่ก็ได้ 6. ถ้ามึนเมาอยู่ ห้ามแช่ออนเซ็น เพราะอุณหภูมิของน้ำทำให้ความดันโลหิตมีการเปลี่ยนแปลง ภาวะร่างกายที่กำลังมึนเมามีความแปรปรวนอยู่แล้ว การออนเซ็นจะมีผลกระทบในเรื่องของความดันโลหิตที่มีการเปลี่ยนแปลง อาจทำให้เกิดอาการหน้ามืด หมดสติได้     7. ห้ามแช่ออนเซ็นหลังรับประทานอาหาร เนื่องจากขณะนั้นร่างกายต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญอาหาร ที่กระเพาะอาหาร แต่การออนเซ็นที่มีการเปลี่ยนแปลงและกระตุ้นความดันโลหิตจะทำให้การทำงานของร่างการมีความแปรปรวน ถ้าจะออนเซ็นหลังอาหารต้องทิ้งระยะห่างอย่างน้อย 30 - 60 นาที 8. ไม่ควรแช่ออนเซ็นตามลำพัง ข้อนี้เป็นข้อควรระวัง เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีสิ่งไม่คาดคิดเกิดขึ้นหรือเปล่า เพราะการออนเซ็น อยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิราว 42 องศา ไม่ใช่อุณหภูมิปกติของร่างกาย อะไรก็เกิดขึ้นได้ มีคนอื่นอยู่ได้ มีอะไรยังขอความช่วยเหลือได้ทัน     Facebook : ไม่อยากเที่ยว ก็ต้องเที่ยว Instagram : @justletmego2018  

ฤดูหนาวเป็นอีกช่วงเวลาแห่งความสุขที่เต็มไปด้วยเทศกาลมากมาย ทั้ง คริสมาสต์ ปีใหม่ และเทศกาลต่าง ๆ ที่จะเปลี่ยนเมืองสีขาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะให้กลายเป็น Winter Wonderland คนไทยอาจจะไม่ค่อยได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศแบบนี้สักเท่าไหร่ ก็อุณภูมิบ้านเรามันไม่ใช่น้อย ๆ ดังนั้นใครจะไปเที่ยวต่างประเทศช่วงฤดูหนาว อย่าลืมเพิ่มประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้แผนการท่องเที่ยวด้วยการเดินทางไปเที่ยวชมเทศกาลฤดูหนาวสุดคึกคักเหล่านี้กัน วันนี้เรานำมาฝากหลายที่จากทั่วโลกเลยทีเดียว     Facebook : ไม่อยากเที่ยว ก็ต้องเที่ยว Instagram : @justletmego2018